'ส.อ.ท.' ชี้ SME เปราะบางทั้งระบบ วัตถุดิบขาด-พลังงานพุ่ง กดต้นทุนพุ่ง 2 เด้ง

02 เมษายน 2569
'ส.อ.ท.' ชี้ SME เปราะบางทั้งระบบ วัตถุดิบขาด-พลังงานพุ่ง กดต้นทุนพุ่ง 2 เด้ง
  • เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ผู้ประกอบการ SME ทุกกลุ่มกำลังเผชิญ “ความเปราะบาง” ทั้งระบบ จากปัญหาซ้อนกันคือวิกฤตพลังงาน และการขาดแคลนวัตถุดิบ
  • ปัญหาการขนส่งที่ติดขัดทำให้วัตถุดิบสำคัญขาดแคลน โดยเฉพาะ “ปุ๋ย” ที่จะกระทบภาคเกษตร และ “เม็ดพลาสติก” ที่ราคาพุ่งขึ้น 50-70% กระทบอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เป็นวงกว้าง
  • ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยกดดันหลัก ทำให้ต้นทุนค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
  • ผลกระทบ 2 เด้งนี้ผลักดันให้ราคาสินค้าทยอยปรับขึ้น โดย ส.อ.ท. ประเมินว่าราคาสินค้าอาจเพิ่มขึ้น 8-10% และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 20-25%
  • ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการที่ “แม่นยำและตรงจุด” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ควบคุมราคาสินค้า และเพิ่มสภาพคล่องให้ SME เพื่อรักษาการจ้างงาน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนภาพรวมภาคธุรกิจไทยภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ทุกกลุ่มกำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากปัญหาการขนส่งและการขาดแคลนวัตถุดิบที่เริ่มลุกลามเป็นวงกว้าง

หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนคือปัญหาเรือขนส่งสินค้าที่ติดขัด ส่งผลให้วัตถุดิบสำคัญอย่างปุ๋ยที่เริ่มขาดแคลน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบโดยตรงต่อรอบการเพาะปลูกในระยะถัดไป และซ้ำเติมภาคเกษตรที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน วิกฤตเริ่มขยายตัวไปยังภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก และมีราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 50-70% ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์หลายประเภทเริ่มตึงตัว ตั้งแต่ถุงขยะ ซองขนม ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแปรรูปและอาหารแช่แข็ง รวมถึงซองน้ำจิ้มและเครื่องปรุงต่าง ๆ
“หากเม็ดพลาสติกขาดแคลน จะกระทบทั้งกระบวนการผลิต การส่งออก และการจำหน่ายสินค้าโดยตรง” 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการ SME แทบทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน ทั้งจากต้นทุนค่าครองชีพ ค่าเดินทาง และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าเริ่มทยอยปรับขึ้น สะท้อนความเปราะบางที่กระจายตัวไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

ในระยะเร่งด่วน ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ควบคู่กับการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะผลักดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางรายได้ประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ค่าครองชีพกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก

นายเกรียงไกร เสนอว่า มาตรการภาครัฐจำเป็นต้อง “แม่นยำและตรงจุด” โดยควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก พร้อมใช้ทีมงานลงพื้นที่วิเคราะห์เชิงลึก และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจลุกลามสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญ เช่น โรงงานเหล็ก ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง
“ขณะนี้มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรง ทั้งการโจมตีแหล่งพลังงานและฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญ” 

สำหรับราคาน้ำมัน เห็นว่าความเหมาะสมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ใช้มาตรการลดภาษีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ และอินเดียที่ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาน้ำมันของไทยยังไม่ถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นบางประเทศ เช่น บรูไน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการดูแลไม่ให้ค่าครองชีพปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป

เขาย้ำว่า ภาครัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับ SME เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ รักษาการจ้างงาน แม้ปัจจุบันมีรายได้ แต่ไม่เพียงพอ

ในประเด็นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มองว่าไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่เหมาะสมได้ตายตัว เนื่องจากแต่ละประเทศมีข้อจำกัดต่างกัน โดยแนวทางอาจอยู่ระหว่างการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หรือการอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม

ด้านค่าไฟฟ้า มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือก 3 สูตร เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสม และต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนซ้ำซ้อน โดยอาจต้องอ้างอิงบทเรียนจากวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน

จากการประเมินเบื้องต้น ส.อ.ท. คาดว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ขณะที่ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นราว 20-25% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งแตะระดับวิกฤต 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันปรับขึ้นรุนแรง อาจต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง นายเกรียงไกรยังกล่าวถึงการเลือกตั้งกรรมการและประธาน ส.อ.ท. ว่า กระบวนการควรยึดหลักความโปร่งใสและความเหมาะสมของบุคลากรเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีบทบาทเป็นตัวแทนภาคเอกชนระดับประเทศ

“ตำแหน่งประธานเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ ต้องสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่ได้รับการยอมรับ และควรมาจากกระบวนการที่ถูกต้อง ชัดเจน ปราศจากข้อครหา โดยยึดความรู้ความสามารถ มากกว่าระบบโควตา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย” 

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ย้ำบทบาทในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ที่ต้องสะท้อนเสียงภาคธุรกิจต่อภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.